ทริปชายวัยเก๋าบุกโยโกฮาม่า! ถึงฝนจะตกก็ยังสนุกกับสถาปัตยกรรมเก่าแก่และข้าวขาหมูแสนอร่อย

横浜散策

เฮ้อ… สุดท้ายฝนก็ตกจนได้

เลิกทำให้บรรยากาศทริปกร่อยด้วยคำพูดแบบนั้นกันดีไหมครับ?

สำหรับพวกเราลุงสองคน ทริปเดินเล่นที่โยโกฮาม่าครั้งนี้ พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนตกแน่นอน 100% ครับ

แต่พักหลังมานี้ ผมเพิ่งเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างครับ

ผมเพิ่งรู้ว่าวันฝนตกนี่แหละคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับคนรักการถ่ายรูป เพราะพื้นถนนหินของตึกเก่าจะเปียกชุ่มจนสะท้อนแสงเงา และสีสันของเมืองก็ดูเข้มลึกและละมุนขึ้นเยอะเลย

ทริปนี้ผมเลยตั้งใจเน้นไปที่เสน่ห์ของโยโกฮาม่าในมุมที่หาดูได้เฉพาะในวันฝนตกครับ

เริ่มจากย่านไชน่าทาวน์ที่มีประตูสีสันสดใสเรียงราย และได้พบกับรูโรหัง (ข้าวหมูสับพะโล้) รสเลิศในร้านที่แวะเข้าไปหลบฝน

หลังจากนั้น เรากางร่มเดินเล่นกันไปเรื่อยๆ ชมตึกอิฐแดงที่ดูเงางามยิ่งขึ้นเมื่อเปียกน้ำ และบรรยากาศท่าเรือที่มีสายหมอกจางๆ ชวนให้รู้สึกคิดถึงความหลัง

พอเข้าช่วงบ่าย ฝนก็หยุดตก ทำให้เดินเที่ยวได้สะดวกขึ้นอีกนิด

ไม่ใช่ “เพราะฝนตกเลยไม่ไป” แต่เป็น “เพราะฝนตกนี่แหละถึงต้องไป”

ลองมาค้นพบความสนุกของการเดินทางแบบผู้ใหญ่ไปพร้อมกับพวกเราดูไหมครับ?

ตรงดิ่งสู่ร้าน “Aoba” จัดมื้อเที่ยงรสเลิศ

เพราะพวกเราเริ่มสตาร์ทกันตอนช่วงเที่ยงพอดี เลยต้องขอเติมพลังกันก่อน

ถึงจะเป็นวันที่ฝนตก แต่ย่านไชน่าทาวน์ก็ยังคงคึกคักและเนืองแน่นไปด้วยผู้คนเหมือนเดิม

และจุดหมายปลายทางที่พวกเราตั้งใจไปก็คือร้าน “Aoba” แห่งนี้นี่เองครับ

เพราะเตรียมข้อมูลมาก่อนแล้วเลยไม่ได้กังวลอะไรครับ แต่พอไปถึงร้านวันนั้นโดยที่ไม่ได้จองไว้ก่อน ก็เป็นไปตามคาดครับ คือเราต้องนั่งรวมโต๊ะกับคนอื่น (แชร์โต๊ะ) จนได้

เป้าหมายของเราคือ รูโรหัง (ข้าวหมูสับพะโล้) เมนูที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านนี้เลยครับ!

เนื้อหมูสามชั้นตุ๋นชิ้นโตๆ กับซอสฉ่ำๆ ที่คลุกเคล้ากับข้าวสวย แค่เห็นก็น่ากินสุดๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะครับ?

ความหวานเค็มที่ลงตัวของรูโรหัง บวกกับสัมผัสของหมูสามชั้นที่ตุ๋นจนละลายในปาก มันช่างเยียวยาร่างกายที่หนาวเย็นจากสายฝนได้ดีจริงๆ ครับ

การได้หลบจากความวุ่นวายของย่านไชน่าทาวน์ มานั่งทานมื้อเที่ยงแสนอร่อยในพื้นที่ที่เงียบสงบแบบนี้

ถือเป็นความสุขที่สุดยอดมาก และเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะในวันฝนตกจริงๆ ครับ

สวนสาธารณะอเมริกา ยามะ และ สวนสาธารณะมินาโตะ โนะ มิเอรุ โอกะ

หลังจากอิ่มอร่อยกับมื้อเที่ยงสุดเลิศ เราก็เดินผ่านความวุ่นวายของย่านไชน่าทาวน์มุ่งหน้าไปยังโซนสวนมินาโตะโนะมิเอรุโอกะ

แม้ฝนจะตก แต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกเราหยุดเดินเล่นเลยครับ

ระหว่างทางไปสวน เราได้แวะที่บ้านพักสไตล์อังกฤษ (British House) ซึ่งเป็นที่ถ่ายรูปชั้นยอดในการเล่นกับ “แสงและเงา” ในวันฝนตก

ถึงท้องฟ้าข้างนอกจะมืดครึ้ม แต่แสงที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามากลับช่วยขับเน้นบรรยากาศภายในห้องให้ดูสวยงามราวกับฉากในละคร

โดยเฉพาะมุมที่มีเครื่องพิมพ์ดีดแอนทีคและหนังสือวางอยู่นี้ ดูเหมือนกับฉากในภาพยนตร์ไม่มีผิดเลยครับ

นอกจากนี้ ผมยังเก็บภาพที่ถูกใจได้อีกหลายรูปเลยครับ

สะพานอิฐแดงในสวนอเมริกา ยามะ เมื่อรวมเข้ากับพื้นถนนที่เปียกปอนแล้ว ให้โทนสีที่ดูนิ่งสงบและลุ่มลึกตามแบบฉบับของฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวเลยครับ

พอโทนของทัศนียภาพดูสงบลงเพราะสายฝน “พื้นผิว” ของสิ่งที่เราถ่ายก็ยิ่งโดดเด่นขึ้นมา จนกลายเป็นภาพที่สวยงามราวกับภาพวาดเลยจริงๆ

แล้วพวกเราก็เคลื่อนย้ายไปที่สวนมินาโตะโนะมิเอรุโอกะกันต่อ

ถึงฝนจะยังตกอยู่เหมือนเดิม แต่เพราะแบบนั้นแหละครับ เราถึงเก็บภาพในมุมมองที่พิเศษกว่าปกติได้

สะพานเบย์บริดจ์ที่มองเห็นอยู่ไกลๆ ดูเลือนลางอยู่ในสายหมอก เป็นมุมที่ผมชอบมากอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะครับ

สวนสาธารณะยามาชิตะในวันที่ฝนหยุดตก

จากสวนมินาโตะโนะมิเอรุโอกะ มุ่งหน้าสู่ย่านสวนสาธารณะยามาชิตะ

พอเดินมาถึงแถวนี้ ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความโรแมนติกของเมืองท่าที่พุ่งสูงขึ้นทันทีเลยครับ

ในช่วงเวลานี้เองที่ฝนเริ่มหยุดตกพอดี

ผมตั้งใจไว้ว่ายังไงก็ต้องถ่ายรูป “เรือฮิคะวะมารุ” (Hikawa Maru) ให้ได้ เลยแอบลังเลอยู่นิดหน่อยว่าจะถ่ายมุมไหนดี

และนี่คือรูปที่ผมคิดว่าถ่ายออกมาได้ดีที่สุดในการมาเดินเล่นครั้งนี้ครับ

ด้วยโทนสีเซเปียและแสงอันเป็นเอกลักษณ์ที่เกิดจากท้องฟ้ามืดครึ้ม ทำให้ภาพนี้สะท้อนความรู้สึกถวิลหาอดีต (Nostalgia) ในแบบที่วันฟ้าใสปกติไม่สามารถทำได้ครับ

ความแตกต่างระหว่างผิวสัมผัสอันแข็งแกร่งของเหล็กบนตัวเรือ กับผิวน้ำที่สั่นไหวอย่างเงียบสงบ ถือเป็นจุดที่ทำให้คนรักกล้องอย่างผมประทับใจจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยล่ะครับ

พอยิ่งเดินเลียบชายฝั่งไปพลางมองไปยังย่านมินาโตะมิไร ผมก็มองเห็นชิงช้าสวรรค์ “คอสโมคロック 21” (Cosmo Clock 21) อยู่ไกลๆ ครับ

อาจเป็นเพราะในอากาศมีความชื้นสูงจากสายฝน ทำให้ทิวทัศน์ไกลๆ ดูเหมือนละลายหายไปในม่านหมอก แม้แต่กลุ่มตึกระฟ้าที่ทันสมัย ก็ยังดูสวยงามราวกับภาพฝันเลยครับ

แม้การเดินทางในวันฝนตกจะลำบากไปสักนิด แต่ในทางกลับกัน มันทำให้เราสัมผัสได้ถึง “กลิ่นอายและอารมณ์” ของเมืองนี้ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

เพราะมีรางวัลตอบแทนที่แสนพิเศษแบบนี้แหละครับ การได้ถือกล้องเดินเล่นต่อไปเรื่อยๆ ถึงได้สนุกจนหยุดไม่ได้เลย!

ตลาดคริสต์มาสที่โกดังอิฐแดง (Yokohama Red Brick Warehouse)

จากสวนสาธารณะยามาชิตะ เราเดินเลียบชายฝั่งต่อไปจนถึงโกดังอิฐแดง (Red Brick Warehouse)

ที่นี่เป็นจุดเช็กอินยอดฮิตของโยโกฮาม่า แต่ผมอยากแนะนำให้ลองหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายในวันฝนตกดูจริงๆ ครับ

ทว่า เพราะมีการจัดงานตลาดคริสต์มาส (Christmas Market) อยู่พอดี ที่นี่เลยกลายเป็นจุดที่ผู้คนหนาแน่นที่สุดของวันเลยครับ

เมื่อตัวอาคารเปียกน้ำ สีแดงเข้มของอิฐแต่ละก้อนและร่องรอยความนูนเว้าของประวัติศาสตร์ที่สั่งสมมา กลับปรากฏเด่นชัดขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์เลยครับ

นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าของโกดังอิฐแดงยังเป็นท่าเรือที่มีเรือสัญจรไปมาอย่างคับคั่ง

ถึงแม้ท้องฟ้าจะยังถูกปกคลุมด้วยเมฆหนา แต่ฝั่งโน้นก็มีเรือสีขาวอย่าง “Marine Rouge” จอดเทียบท่าอยู่ ซึ่งความตัดกันระหว่างตัวเรือสีขาวกับท้องฟ้าสีหม่นนั้น ดูสวยงามราวกับภาพวาดจริงๆ ครับ

หากไม่มีกล้องอยู่ในมือ ผมอาจจะรู้สึกเซ็งไปบ้างเพราะฝนตกก็ได้ครับ

แต่พอคิดว่า “นี่แหละคือโอกาสในการกดชัตเตอร์!” ใจมันกลับตื่นเต้นขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ที่นี่เป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ ทำให้เราได้เพลิดเพลินกับการเดินเล่นและถ่ายรูป พลางดื่มด่ำไปกับน้ำหนักของประวัติศาสตร์และโทนสีที่เข้มลึกซึ่งหาดูได้เฉพาะในวันฝนตกเท่านั้น

สุดท้ายก็ไปต่อกันที่เอาท์เล็ตครับ

หลังจากบอกลาโกดังอิฐแดง เราก็มุ่งหน้าสู่จุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ นั่นคือ “มิตซุย เอาท์เล็ต พาร์ค ยามะเบย์ไซด์” (Mitsui Outlet Park Yokohama Bayside) ครับ

พอมาถึงที่นี่ ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปทันที เหมือนได้กลับจากโลกแห่งสถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์อันงดงามเข้าสู่โลกยุคปัจจุบัน

แน่นอนว่าการช้อปปิ้งที่เอาท์เล็ตนั้นสนุกอยู่แล้ว แต่สำหรับพวกเราชายวัยกลางคนสองคนแล้ว ที่นี่คือ

“ช่วงเวลาแห่งการย้อนดูภาพที่ถ่ายมาทั้งวัน” ครับ

พวกเรานั่งลงบนม้านั่งพลางมองดูทะเล และชะโงกหน้าส่องหน้าจอทั้งจากกล้องและมือถือของกันและกัน

การได้นั่งเช็กรูปถ่ายกว่าร้อยรูปที่เก็บสะสมมาตลอดทั้งวันจากการเดินเล่น อาจจะเป็นรางวัลที่ยอดเยี่ยมที่สุดส่งท้ายการเดินทางครั้งนี้เลยก็ว่าได้ครับ

ภาษาไทย:

ทริปเที่ยวกันเองของชายวัยกลางคนสองคนในครั้งนี้ แม้สภาพอากาศจะไม่เป็นใจ แต่กลับทำให้เราได้ค้นพบเสน่ห์ของโยโกฮาม่า “ในแบบที่มีเฉพาะวันฝนตก” เท่านั้นครับ

ตอนแรกเราคิดแค่ว่า “เดินเล่นไปเรื่อยๆ ถ้าได้รูปสวยๆ ติดมือมาบ้างก็ถือว่าโชคดี” แต่โยโกฮาม่ากลับเป็นเมืองที่ยิ่งเดิน ก็ยิ่งเจอสิ่งที่น่าถ่ายภาพซ่อนอยู่ เป็นเมืองที่มีมนต์ขลังและลุ่มลึกจริงๆ ครับ

ทริปนี้เราเดินกันไปกว่า 2 หมื่นก้าว พร้อมกับเก็บภาพความทรงจำกลับมามากมาย

แม้ทริปหน้าจะยังไม่ได้กำหนดจุดหมาย แต่พวกเรา “ลุงสองคน” จะยังคงออกเดินทางไปถ่ายรูปด้วยกันที่ไหนสักแห่งอีกแน่นอน โดยไม่สนคำพยากรณ์อากาศ แค่มีกล้องในมือ การเดินทางเพื่อบันทึกภาพของเราก็ยังคงดำเนินต่อไปครับ