ครั้งนี้ เราจะขอแนะนำเส้นทางเดินเล่นสุดหรูในโตเกียวช่วงฤดูใบไม้ร่วง ที่ผสมผสานระหว่าง “ความสงบ” และ “ความคึกคัก” ได้อย่างลงตัว
สถานที่ที่เราไปเยือนคือ วัดคันเอจิ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะวัดประจำตระกูลโทกุงาวะ และวัดอาซากุสะ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้นๆ ของโตเกียว
ความเงียบสงบของใบไม้แดงที่แต่งแต้มสีสันสดใสภายในวัดคันเอจิ และบรรยากาศย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยความคึกคักและมีชีวิตชีวาของวัดอาซากุสะ
การได้เพลิดเพลินกับความแตกต่างของทั้งสองแห่งนี้ภายในวันเดียว คือเสน่ห์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของคอร์สนี้ครับ
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงท้ายของการเดินเล่น เรายังได้พบกับการพบเจอที่วิเศษที่สุดรออยู่ด้วย!
นั่นคือร้าน “จิ้มจุ่ม” ร้านอาหารไทยรสชาติต้นตำรับที่ดูแลโดยคุณป้าชาวไทย ซึ่งเราบังเอิญไปเจอใกล้ๆ กับวัดอาซากุสะ
ครั้งนี้เราเริ่มต้นด้วยการเดินเล่นชิลล์ๆ จากสถานีนิปโปริ ดื่มด่ำไปกับทัศนียภาพอันสวยงามที่ช่วยเยียวยาจิตใจ และปิดท้ายทริปด้วยผัดกะเพราที่อร่อยเลิศเลอครับ!
เราจะนำบันทึกประสบการณ์การท่องเที่ยวโตเกียวในฤดูใบไม้ร่วงและมื้ออาหารที่อบอุ่นหัวใจมาฝากพร้อมกับรูปภาพครับ
ขอให้ทุกท่านสนุกและเพลิดเพลินไปกับรีวิวนี้ไปด้วยกันนะครับ!
目次
- ทัศนียภาพฤดูใบไม้ร่วงอันเงียบสงบ ณ วัดคันเอจิ (อุเอโนะ)
- มื้อเที่ยงสุดเลิศ! การได้พบกับ “จิ้มจุ่ม” ร้านอาหารไทยรสเด็ด
- “ผัดกะเพรา” สุดประทับใจ กับเบียร์ไทยเย็นฉ่ำ
- ความคึกคักของวัดอาซากุสะและแลนด์มาร์คที่โดดเด่นครับ
- บทสรุป: ทริปเดินเล่นช่วงฤดูใบไม้ร่วงในโตเกียว เต็มอิ่มกับความสงบ ความคึกคัก และอาหารรสเลิศครับ
ทัศนียภาพฤดูใบไม้ร่วงอันเงียบสงบ ณ วัดคันเอจิ (อุเอโนะ)

การเดินเล่นในครั้งนี้ เริ่มต้นจากสถานีนิปโปริ (Nippori) บนสายยามาโนเตะครับ
ภายใต้ท้องฟ้าอันสดใสของฤดูใบไม้ร่วง ผมเดินเล่นชิลล์ๆ มุ่งหน้าไปยังวัดคันเอจิ พร้อมกับสัมผัสได้ถึงอากาศที่เริ่มเย็นลงเล็กน้อยครับ
เมื่อเดินจากนิปโปริไปทางอุเอโนะ บรรยากาศรอบตัวก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นย่านที่เงียบสงบครับ
แม้จะตั้งอยู่ใจกลางเมือง แต่ภายในบริเวณวัดคันเอจิกลับเงียบสงบราวกับเป็นอีกโลกหนึ่งเลยครับ
และที่สำคัญที่สุดคือ ใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงนี้สวยงามตระการตามากจริงๆ ครับ
สิ่งที่สะกดสายตาผมเป็นพิเศษคือความตัดกันอย่างงดงามระหว่างใบโมมิจิสีแดงฉานดั่งเปลวเพลิง และใบแปะก๊วยสีทองอร่ามสดใส โดยมีท้องฟ้าสีครามเป็นฉากหลังครับ
เมื่อเดินไปตามลานวัด จะเห็นสีแดงและสีเหลืองแต่งแต้มอยู่เหนือศีรษะ ส่วนที่ฝ่าเท้าก็มีพรมใบไม้ร่วงแผ่กระจายอยู่ ทำให้สัมผัสได้ถึงความลึกซึ้งของฤดูใบไม้ร่วงที่มาเยือนครับ

วัดคันเอจิซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะวัดที่มีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับตระกูลโชกุนโทกุงาวะ มีบรรยากาศที่เงียบสงบและทำให้สัมผัสได้ถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ครับ
เราสามารถชื่นชมอาคารทางประวัติศาสตร์ท่ามกลางความเงียบสงัดได้อย่างเต็มอิ่ม ไม่ว่าจะเป็นวิหารหลักที่มีหลังคากระเบื้องสีดำอันงดงาม อาคารต่างๆ ที่ให้ความรู้สึกที่สงบนิ่งและน่าเกรงขาม ไปจนถึงหอระฆังที่ตั้งตระหง่านอยู่บนกำแพงหินอันแข็งแกร่งครับ


แม้จะมีสวนสาธารณะอุเอโนะซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยักษ์ใหญ่อยู่ใกล้ๆ แต่ที่นี่กลับมีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก ผมจึงรู้สึกว่าที่นี่เป็น “จุดลับ” ที่เราสามารถหลีกหนีจากความวุ่นวายมาเพลิดเพลินกับทัศนียภาพฤดูใบไม้ร่วงได้อย่างเต็มที่ครับ
การที่ได้มาชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามและเงียบสงบเช่นนี้ท่ามกลางใจกลางเมืองหลวง ถือเป็นช่วงเวลาที่หรูหราและคุ้มค่ามากจริงๆ ครับ
มื้อเที่ยงสุดเลิศ! การได้พบกับ “จิ้มจุ่ม” ร้านอาหารไทยรสเด็ด
ในระหว่างที่เดินเล่นตามซอกซอยเพื่อมุ่งหน้าไปยังวัดอาซากุสะ ผมก็บังเอิญไปสะดุดตากับร้านอาหารร้านหนึ่งครับ
และนั่นคือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทริปนี้ ร้านอาหารไทยรสชาติต้นตำรับที่มีชื่อว่า “จิ้มจุ่ม” ครับ
แค่เห็นบรรยากาศภายนอกร้าน ผมก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นและความร้อนแรงแบบไทยๆ จนสัญชาตญาณบอกตัวเองเลยว่า “ร้านนี้ต้องเด็ดแน่นอน!” แล้วก็ไม่รีรอที่จะเดินเข้าไปในร้านครับ
ภายในร้านตกแต่งด้วยสายรุ้งธงชาติไทยและโปสเตอร์ต่างๆ จากเมืองไทย ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความคึกคักและอบอุ่นเป็นกันเอง ราวกับบรรยากาศของร้านริมทางหลังจบงานเทศกาลเลยครับ

เมื่อมองไปที่ผนัง ก็เห็นทั้งป้ายแนะนำแกงกะหรี่แช่แข็งสำหรับซื้อกลับบ้าน และโปสเตอร์ประกาศรางวัลต่างๆ ที่ทางร้านเคยได้รับ ทำให้ผมสัมผัสได้ทันทีว่าฝีมือของที่นี่ไม่ธรรมดาแน่นอนครับ

และสิ่งที่ทำให้ร้านนี้มีเสน่ห์ดึงดูดใจที่สุดก็คือ คุณป้าเจ้าของร้านชาวไทยครับ
พอผมนั่งลงที่โต๊ะ คุณป้าก็เข้ามาทักทายด้วยภาษาญี่ปุ่นอย่างเป็นกันเอง รอยยิ้มที่สดใสและการต้อนรับที่อบอุ่นของคุณป้า ช่วยให้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมลายหายไปเลยครับ
คุณป้าบอกกับผมว่า “มาอยู่ญี่ปุ่นนานแล้ว แต่ยังไงก็ยังให้ความสำคัญกับรสชาติต้นตำรับแบบไทยแท้ๆ อยู่นะ” คำพูดนี้ยิ่งทำให้ผมคาดหวังกับรสชาติอาหารของร้านนี้มากขึ้นไปอีกครับ
“ผัดกะเพรา” สุดประทับใจ กับเบียร์ไทยเย็นฉ่ำ

เมนูที่ผมเลือกอย่างไม่ลังเลเลยก็คือ เมนูยอดฮิตตลอดกาลอย่าง “ผัดกะเพรา” ครับ
เมื่อพนักงานยกมาเสิร์ฟ หน้าตาของอาหารดูดีไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ ครับ!
เนื้อสับ พริกหยวก พริกหวาน และหอมใหญ่ ชิ้นโตๆ ผัดมาอย่างเต็มที่ พร้อมกับกลิ่นหอมของใบกะเพราที่ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดีครับ
พอกดไข่ดาวเยิ้มๆ ที่วางเคียงมาบนข้าวให้แตก แล้วคลุกเคล้ากับกะเพราและข้าวตักเข้าปากคำแรก ผมถึงกับอุทานออกมาว่า “นี่แหละรสชาติต้นตำรับ!” เป็นความอร่อยที่น่าประทับใจมากครับ
ร้านอาหารไทยในญี่ปุ่นบางแห่งอาจจะลดระดับความเผ็ดลง แต่กะเพราของที่นี่มีรสเผ็ดร้อนถึงใจตามแบบฉบับดั้งเดิมเลยครับ
แต่ไม่ใช่แค่เผ็ดอย่างเดียว เพราะกลิ่นหอมของใบกะเพราและรสอูมามิของน้ำปลานั้นประสานกันได้อย่างลุ่มลึก จนทำให้ผมหยุดตักทานไม่ได้เลยครับ
และสิ่งที่ต้องทานคู่กับรสชาติที่เผ็ดร้อนนี้ก็ต้องเป็นสิ่งนี้เลย!
ผมสั่งเบียร์ “LEO” ซึ่งเป็นเบียร์ยอดนิยมของไทยมาดื่มคู่กันครับ

การจับคู่ระหว่างกะเพรารสเผ็ดร้อนกับเบียร์ LEO เย็นฉ่ำ เป็นการผสมผสานที่ลงตัวที่สุดเลยครับ
ได้ดื่มเบียร์เพื่อล้างความเผ็ดในปาก แล้วกลับไปลิ้มรสความอร่อยของกะเพราต่อ
วนเวียนไปแบบนี้ บอกเลยว่าฟินจนหยุดไม่ได้ครับ!
ขอบคุณผัดกะเพราแท้ๆ และเบียร์ไทยที่ช่วยเติมพลังให้ผมได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด
เท่านี้ ผมก็พร้อมที่จะไปเดินเที่ยวชมวัดอาซากุสะในช่วงบ่ายต่อได้อย่างเต็มที่แล้วครับ
หากใครมีโอกาสได้มาแถววัดอาซากุสะ อย่าลืมแวะมาลิ้มรสอาหารไทยต้นตำรับที่ร้าน “จิ้มจุ่ม” ร้านเด็ดที่แสนอบอุ่นและเป็นกันเองแห่งนี้นะครับ!
ความคึกคักของวัดอาซากุสะและแลนด์มาร์คที่โดดเด่นครับ
หลังจากอิ่มอร่อยกับผัดกะเพรารสต้นตำรับแล้ว ในที่สุดผมก็มุ่งหน้าไปยังวัดอาซากุสะ (Senso-ji) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของย่านนี้ครับ
บรรยากาศเปลี่ยนจากความอบอุ่นในร้านจิ้มจุ่มมาเป็นความคึกคักสมกับที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโตเกียว!
ผู้คนมากมายเบียดเสียดเต็มไปด้วยพลังงาน ทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าสู่กลิ่นอายย่านเมืองเก่า (Shitamachi) ในทันทีครับ
สิ่งที่ต้อนรับผมเป็นอย่างแรกคือ ประตูสีแดงชาดอันสวยงามสดใสที่ตั้งอยู่ด้านหน้าประตูคามินาริมง (Kaminari-mon) ซึ่งโด่งดังด้วยโคมไฟยักษ์นั่นเองครับ

ที่นี่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากมาย ทำให้สัมผัสได้ถึงพลังของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นได้อย่างใกล้ชิดเลยครับ
เมื่อมาถึงวัดอาซากุสะ ก็ยิ่งพบกับชาวต่างชาติจำนวนมากยิ่งขึ้นไปอีกครับ
ภาพของสีแดงชาดที่ตัดกับผนังสีขาว และส่วนยอด “ซอริน” (Sorin) ที่เปล่งประกายสีทองอร่าม โดยมีท้องฟ้าสีครามในฤดูใบไม้ร่วงเป็นฉากหลัง ช่างเป็นความงามที่ดูโอ่อ่าและสง่างามมากครับ
ความน่าเกรงขามที่ดูหนักแน่นและความอ่อนช้อยที่พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้านั้นอยู่รวมกันได้อย่างลงตัว จนทำให้ผมต้องหยุดยืนมองด้วยความประทับใจครับ

แม้จะดูแตกต่างจากความเงียบสงบของวัดคันเอจิอย่างสิ้นเชิง แต่ความคึกคักของวัดอาซากุสะนี่แหละครับคือเสน่ห์ที่แท้จริงของย่านชิตะมาจิและอาซากุสะ
ต้องขอบคุณที่ผมได้ทานของอร่อยๆ จนเติมพลังมาเต็มเปี่ยมก่อนที่จะมาที่นี่ ทำให้สามารถเดินเล่นท่ามกลางความวุ่นวายได้อย่างสนุกสนานและเพลิดเพลินมากครับ!


บทสรุป: ทริปเดินเล่นช่วงฤดูใบไม้ร่วงในโตเกียว เต็มอิ่มกับความสงบ ความคึกคัก และอาหารรสเลิศครับ
ครั้งนี้เป็นหนึ่งวันที่หรูหรามากครับ เพราะผมได้ดื่มด่ำกับความแตกต่างระหว่าง “ความสงบ” และ “ความคึกคัก” ท่ามกลางบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงในโตเกียว
ความงามที่เงียบสงบ: เริ่มต้นทริปจากนิปโปริไปที่วัดคันเอจิ ผมได้ใช้เวลาพักผ่อนอย่างเงียบสงบเพื่อสัมผัสกับประวัติศาสตร์ ภายใต้ใบไม้เปลี่ยนสีที่เปลี่ยนเป็นสีแดงและเหลืองอร่ามครับ
พลังแห่งความคึกคัก: นั่งรถบัสต่อมายังวัดอาซากุสะ ที่นี่ผมได้สัมผัสกับพลังงานที่เป็นเอกลักษณ์ของย่านเมืองเก่า และความวุ่นวายของผู้คนมากมาย ทำให้ได้รับรู้ถึงทัศนียภาพของญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาครับ
สุดยอดอาหารเลิศรส: และสิ่งที่เป็นเซอร์ไพรส์ที่สุดในทริปนี้ก็คือ ร้านอาหารไทย “จิ้มจุ่ม” ที่ผมบังเอิญเจอในอาซากุสะครับ
รอยยิ้มที่เป็นกันเองของคุณป้าเจ้าของร้านชาวไทย ผสมผสานกับผัดกะเพรารสเผ็ดร้อนต้นตำรับ และเบียร์ LEO เย็นฉ่ำ กลายเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของทริปนี้เลยครับ
เป็นการเดินเล่นในโตเกียวที่น่าพึงพอใจมากครับ เพราะหัวใจได้รับการเยียวยาจากทัศนียภาพอันงดงาม และร่างกายก็ได้รับการเติมเต็มด้วยอาหารที่อร่อย
สำหรับใครที่อยากเพลิดเพลินกับบรรยากาศเมืองเก่าที่เงียบสงบไปพร้อมกับกลิ่นอายย่านการค้าที่คึกคัก และลิ้มรสอาหารต้นตำรับในคราวเดียว ผมขอแนะนำเส้นทาง “วัดคันเอจิ → ร้านจิ้มจุ่ม → วัดอาซากุสะ” นี้เลยครับ!
ผมมั่นใจว่าคุณจะได้รับประสบการณ์และการค้นพบที่อบอุ่นหัวใจอย่างแน่นอนครับ

